Sustainable Tourism

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

“เที่ยวไทยบูม จับตาหุ้น “กลุ่มท่องเที่ยว” โตเหนือตลาดรวม”

“ท่องเที่ยวบูมทำสนามบินไทยวิกฤติ ผู้โดยสารทะลักเกิน 100 ล้านคน”

 “คีรีวงนักท่องเที่ยวทะลัก ขยะ-รถติด-วิถีชุมชนเปลี่ยน”

“จ่อเรียก 135รีสอร์ทรุกป่าเขาค้อคืนพื้นที่ พบสร้างใหม่ 93 แห่ง เตรียมดำเนินการเจรจา”

“ปิดเกาะสิมิลัน-สุรินทร์ 5 เดือน ฟื้นฟูธรรมชาติ”

 

                  การท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตมากที่สุดในภาคเศรษฐกิจของโลก เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการจ้างงาน การกระจายรายได้ และลดปัญหาความยากจน สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้สร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า1.64ล้านล้านบาทและยังช่วยให้เกิดอัตราการจ้างงานที่มากขึ้นถึง 4.2 ล้านคน ถึงแม้ว่างานเหล่านี้มักได้รับค่าแรงที่ต่ำ ไร้สวัสดิการและความมั่นคง 

ด้วยสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาหารอร่อย สินค้าและการบริการราคาถูก เป็นศูนย์กลางของสายการบินหลากหลาย และกฎของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ (การไม่ต้องขอวีซ่า หรือ visa-on-arrival) ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดติดอันดับ 9 ของโลกในปี 2016 โดยมีจำนวนคนต่างชาติเดินทางเข้ามาถึง32.6 ล้านคน และในปีเดียวกันนั้นกรุงเทพฯ ก็ยังเป็นเมืองที่มีผู้เดินทางมาเยือนมากที่สุดของโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เรามีชื่อเสียงในด้านความเป็นมิตรหรือเป็นสยามเมืองยิ้ม ประเทศไทยกลับถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 118 จากทั้งหมด 136 ประเทศ ด้านความมั่นคงและความปลอดภัยใน Travel & Tourism Competitiveness Report ปี ค.ศ. 2017ของธนาคารโลก รายงานยังระบุว่าการบริการของตำรวจไทยนั้นมีความน่าเชื่อถือต่ำและประเทศยังคงมีความเสี่ยงสูงกับการเกิดการก่อการร้าย

                   นอกจากนี้การที่จำนวนนักท่องเที่ยวสูงขึ้นเป็นจำนวนมากทุกปีๆ ไม่ว่าจะต่างชาติหรือคนในประเทศทำให้วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรั่วไหลของเงินตราออกนอกพื้นที่หรือประเทศ มรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เป็นต้น เพราะฉะนั้นการออกแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพในรอบด้าน ทั้งการวางแผน การพัฒนา การจัดการ การตลาด และการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกและลดผลกระทบเชิงลบกับสังคม องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนว่าคือ “การท่องเที่ยวที่คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว อุตสาหากรรม สิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลที่เหมาะสม” ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ดูแลมรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความสงบและความเข้าใจกันระหว่างวัฒนธรรม

 

การท่องเที่ยวกับสิ่งแวดล้อม                                   

                  เมื่อการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวต้องแลกมาด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทัศนียภาพต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในขณะเดียวกันก็ถูกทำลายลง ไม่ว่าจะเป็นจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเอง บริษัททัวร์ หรือหน่วยงานที่ให้ความยืดหยุ่นกับการละเมิดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมากเกินไป ซึ่งการที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยทำให้โรงแรมและรีสอร์ทจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการและเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติ โดยเฉพาะเกาะแล้ว มีระบบนิเวศน์ที่เปราะบาง ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากเกินไปได้ ทั้งยังมีมลพิษจากชายหาดหน้าโรงแรมและเรือโดยสารที่สร้างขึ้นมาเพื่อบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย เขตอุทยานต่างๆเช่น เกาะเสม็ดหรือเกาะหลีเป๊ะ ที่ควรเป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์ก็ถูกรุกล้ำโดยรีสอร์ทจำนวนมาก ความแออัดประกอบกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนนี้ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงกับปะการังและทำให้ปริมาณของสัตว์น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฉลามวาฬและกระเบนราหู ทั้งในบริเวณเกาะเต่า อ่าวไทย และทะเลอันดามันซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของโลก รัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการปิดเกาะบางเกาะไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ใต้ทะเล ซึ่งในทางกลับกันก็ทำให้คนจำนวนมากเสี่ยงต่อการตกงาน ยิ่งกว่านั้น พฤติกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสมในเส้นทางป่าเขาเช่น การทิ้งขยะเศษอาหารหรือทิชชูข้างทาง การขับรถบุกรุกในพื้นที่ป่า หรือการใช้สบู่หรือยาสีฟันในต้นน้ำลำธารก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์และยังทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในดินและน้ำอีกด้วย การท่องเที่ยวชมสัตว์ป่าที่นิยมกันในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการจัดการที่ดีก็มีส่วนทำให้สัตว์และธรรมชาติที่อยู่อาศัยของพวกเขาถูกรบกวน รวมถึงยังไปเพิ่มความต้องการในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า การฆ่าและการล่าสัตว์ชิงรางวัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ของพืชและสัตว์จำนวนมากใกล้สูญพันธุ์

                     คุณรู้หรือไม่? ราคาผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าที่ถูกต้องตามกฎหมายมีอาจมีราคาสูงถึง

                                  - กระดูกเสือ: 1,000 -1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม

                                  - งาช้างแอฟริกันที่ใช้แล้ว: 5,000ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม

                                  - หนังเสือโคร่ง: 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ

                                  - ตัวนิ่ม: 320 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม

                                  - ลูกช้าง: 30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว

                     รายงานTravel & Tourism Competitiveness Report ปี ค.ศ. 2017ของธนาคารโลกได้จัดอันดับประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติเป็นอันดับ7 ของโลก แต่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต่ำถึง 122จาก 136 ประเทศ และยังระบุถึงการมีฝุ่นละอองในอากาศ (PM2.5)สูง มีสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จำนวนมาก และมีความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งความพยายามที่จะอนุรักษ์ในปัจจุบันก็ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เราจึงต้องตระหนักและยอมรับสภาพความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นและร่วมกันหาหนทางแก้ไข พัฒนาวิธีการจัดการการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืน มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างพอดีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อที่จะสร้างหลักประกันให้ความสวยงามของธรรมชาตินี้ยังคงอยู่ตลอดไป

 

การท่องเที่ยว ชุมชน และมรดกทางวัฒนธรรม

                     จริงอยู่ที่การท่องเที่ยวมีส่วนในการช่วยเสริมสร้างความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นด้วยการสร้างงานและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ความเจริญที่เข้าไปนั้นก็ทำให้วิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เมื่อนักท่องเที่ยวมีความต้องการในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสัมผัสประสบการณ์ที่มีความเป็น“ไทย”ชุมชนจึงจำเป็นต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการของตน “จัด”ประสบการณ์ไทยๆ รวมถึงคิดวิธีส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลากหลายเชื้อชาติ ไม่เพียงเท่านั้น ปัจจุบันธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นคนนอกพื้นที่หรือต่างชาติทั้งสิ้น แทนที่จะมีการจัดการภายในหรือมีคนในชุมชนร่วมกันเป็นเจ้าของ นั่นหมายความว่ารายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวนี้ไม่ได้ถูกนำกลับไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง นอกจากนั้น การดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาหากไม่ได้รับการจัดการที่ดีก็เป็นการรบกวนคนในชุมชนเช่นเดียวกัน ซึ่งผลกระทบทั้งหมดนี้ทำให้วิถีชีวิตชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปเกิดสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น UNWTO ได้กล่าวว่าการท่องเที่ยวจะถูกพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น“นอกจากต้องมีการลงทุนจากรัฐและเอกชนแล้ว ยังต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องทรัพย์สินทางธรรมชาติและวัฒนธรรม รวมถึงเคารพในสิทธิเสรีภาพและความต้องการของคนในชุมชน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนควรต้องเป็นไปตามปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนเจ้าภาพ การสร้างความเข้าใจกันระหว่างวัฒนธรรม เสริมความอดทนอดกลั้น และรู้จักเคารพกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ จะทำให้ประเทศมีความสงบสุข มั่นคงและปลอดภัย”

 

การท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน

                       ในระหว่างยุคสมัยสงครามเวียดนาม อเมริกาได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพในการต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ทำให้มีเงินตราสหรัฐฯจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในประเทศเพื่อสร้างสาธารณูปโภคเช่น ถนนและทางรถไฟ รวมถึงพัฒนาที่พักอาศัยให้มีความเป็นตะวันตกเพื่อความสะดวกสบายของทหารอเมริกัน นับตั้งแต่นั้นประเทศไทยจึงได้กลายเป็นศูนย์กลางของการบินและโรงแรมในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับทำให้เมืองและโครงสร้างพื้นฐานเผชิญกับปัญหาในการต้องรองรับฝูงคนจำนวนมาก จากรายงาน Travel & Tourism Competitiveness Index ในปี2017 ประเทศไทยถูกจัดอยู่อันดับที่ 72 ของโลกในด้านโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินและท่าเรือ ตกจากเดิมที่อยู่ในอันดับ 62 ในปี 2013ธนาคารโลกยังได้ระบุอีกว่าประสิทธิภาพของการเดินทางและการขนส่งทางพื้นดินของไทยนั้นอยู่ในเกณฑ์ต่ำ นั่นหมายความว่าประเทศไม่ได้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ตและเชียงใหม่  เพราะฉะนั้น การเร่งการดำเนินการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การนำเทคโนโลยีดิจิตอลมาประกอบการทำงาน และการสนับสนุนการเสริมสร้างความรู้และทักษะเกี่ยวกับการบริการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในหลายๆ พื้นที่จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้มีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ คือการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการและการตัดสินใจ ควบคู่ไปกับการรักษามรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของพวกเขา

                  นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มมากขึ้นจาก 6.9 พันล้านคนในปี2010 เป็น 8.3 พันล้านคนภายในปี 2030และกลุ่มที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดก็คือกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งจะกลายเป็น16% ของประชากรทั้งหมดในโลก(ข้อมูลจากUNDESA)ในประเทศไทยเอง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เปิดเผยแนวโน้มภายในปี 2030 ว่าจะมีประชากรที่มีอายุสูงกว่า60 ปีคิดเป็น 20%ของจำนวนคนไทยทั้งหมด และเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ถึง 14%ประกอบกับการวิจัยของสถาบัน AARP ชี้ว่า ในปีที่ผ่านมา 99% ของคนยุคเบบี้บูมเบอร์ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนอย่างน้อย1ครั้งและมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง (ข้อมูลจาก AARP’s Travel Research: 2017 Travel trends) ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้บ่งชี้ถึงการเพิ่มจำนวนของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุอย่างเห็นชัด ฉะนั้นการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมยังต้องคำนึงถึงการทำให้การเดินทางของพวกเขาสะดวกและปลอดภัยอีกด้วย

 

 

คุณสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ปัญหาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้ โดยเริ่มจากการหาทางออกให้ปัญหาเหล่านี้

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสามารถช่วยลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร

 

เราจะสามารถสนุกกับการท่องเที่ยว เดินป่า และดำน้ำ โดยไม่ทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

  • วิธีการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • ยุติการล่าและการขนย้ายชนิดพันธุ์พืชและสัตว์คุ้มครอง

  • แก้ไขปัญหาอุปสงค์และอุปทานต่อผลิตภัณฑ์จากป่าที่ผิดกฎหมาย

 

เราจะสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยใช้ความต้องการของชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร

  • นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงข้อมูลชุมชน รวมทั้งข้อมูลของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนนั้น

  • สร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียน

  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อวิถีชุมชนที่แท้จริงก่อนออกแบบและเปิดการท่องเที่ยวในชุมชน

  • ความพอดีและพอเพียงในการจัดการการท่องเที่ยวของชุมชนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่

 

เราจะส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงได้รับการสนับสนุนจากระดับประเทศและนานาชาติได้อย่างไร

  • ปลูกฝังจิตสำนึกการเป็นเจ้าของมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อนำไปสู่การดูแลรักษา และต่อยอดให้เกิดอาชีพและรายได้ที่มั่นคงจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน

 

เราจะสร้างการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ในการร่วมกันพัฒนากระบวนการสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน         ได้อย่างไร

  • การทำงานร่วมกันอย่างสงบ ไม่ขัดแย้งของคนในชุมชน บริษัทท่องเที่ยว ผู้มีอำนาจ หน่วยงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ 

 

เราจะวัดผลกระทบเชิงสังคมจากการท่องเที่ยวได้อย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการดำเนินงานนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน

แหล่งที่มา:

1. Will Baxter, Nicholas Grossman, Nina Wegner,  A Call to Action: Thailand and the Sustainable Development Goals.

2. Editions Dider Millet, Thailand Sustainable Business Guide: How to future proof your business in the name of better world.

3. The Thailand Sustainable Development Foundation and Editions Didier Millet, Thailand Sustainable Development  

    Sourcebook, 2nd Edition

4. Mastercard, Global Destination Cities Index 2016. 

5. World Economic Forum, The Travel & Tourism Competitiveness Report 2017 

6. UNWTO & UNDP, Tourism and the Sustainable Development Goals - Journey to 2030

7. World Tourism Organisation, 2017 Annual Report

8. https://en.wikipedia.org/wiki/World_Tourism_rankings

9. AARP, Travel Research 2017 Travel Trends- AARP

10. https://www.weforum.org/agenda/2018/03/southeast-asia-closes-island-beaches-to-recover-from-climate-change-and-  

    tourism

ดูรายละเอียดหัวข้ออื่นๆ

Disability

and Social Inclusion

สังคมที่เข้าถึงทุกคน ไม่ทอดทิ้งกลุ่มคนใด

Sustainable

Tourism

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

Food

Consumption and Production

การบริโภคและผลิตอาหารอย่างยั่งยืน

  • Facebook - White Circle

© 2020 Youth Co:Lab Thailand. All Rights Reserved.